น้ำด่าง (Alkaline Water) คือ น้ำที่มีค่า pH สูงกว่า 7 ซึ่งแสดงถึงความเป็นด่าง โดยทั่วไปค่า pH จะมีระดับตั้งแต่ 0-14 ซึ่งสามารถแปลความหมายได้ดังนี้ :
- ค่า pH เท่ากับ 7 = มีความเป็นกลาง
- ค่า pH น้อยกว่า 7 = มีความเป็นกรด (ยิ่งเข้าใกล้ 0 ยิ่งเป็นกรดแรง)
- ค่า pH มากกว่า 7 = มีความเป็นด่าง (ยิ่งเข้าใกล้ 14 ยิ่งเป็นด่างแรง)
น้ำด่างได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เนื่องจากมีทฤษฎีที่เชื่อว่าการรักษาสมดุลความเป็นด่างในร่างกายจะช่วยป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพที่ดี
วิธีทำให้น้ำมีความเป็นด่าง
มีหลายวิธีที่สามารถทำให้น้ำมีความเป็นด่างสูงขึ้น ได้แก่
- กระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) – เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าแยกน้ำออกเป็นส่วนประกอบที่มีกรดและด่าง โดยจะเก็บเฉพาะส่วนที่เป็นด่างไว้
- การเติมแร่ธาตุ – การเติมแร่ธาตุบางชนิดลงในน้ำ เช่น แคลเซียม โซเดียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม จะช่วยเพิ่มความเป็นด่างได้
- การใช้เครื่องกรองน้ำระบบอัลคาไลน์ – เครื่องกรองน้ำประเภทนี้จะเพิ่มความเป็นด่างให้กับน้ำในขั้นตอนสุดท้ายของการกรอง
คุณสมบัติ |
น้ำด่าง |
น้ำดื่มทั่วไป |
| ค่า pH | 8-10 | ประมาณ 7 (เป็นกลาง) |
| แร่ธาตุ | มีแร่ธาตุเพิ่ม เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม | มีแร่ธาตุตามธรรมชาติ |
| รสชาติ | อาจมีรสชาติแตกต่างเล็กน้อย | รสชาติปกติของน้ำ |
| การซื้อหา | มีทั้งแบบขวดและเครื่องทำน้ำด่าง | หาได้ทั่วไป |
| ราคา | มักมีราคาสูงกว่า | ราคาทั่วไป |
ในปัจจุบัน เราสามารถพบเห็นน้ำด่างวางจำหน่ายได้ตามห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อต่างๆ เช่น 7-11 บางยี่ห้อยังมีการเพิ่มวิตามินหรือสารอาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เช่น น้ำด่าง อิชิตัน ที่ผสมวิตามินบีรวม (B1, B3, B5, B6, B7, B9, B12) ซึ่งนอกจากจะได้ประโยชน์จากความเป็นด่างแล้ว ยังได้รับ Multi Vitamin B ที่จำเป็นต่อร่างกายและดีต่อสุขภาพอีกด้วย
การวิจัยทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์พบว่าน้ำด่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ดังนี้ :
1. ช่วยควบคุมโรคเบาหวาน
มีการวิจัยที่ได้รับการยอมรับจาก NCBI (National Center for Biotechnology Information) พบว่าน้ำด่างสามารถช่วยบรรเทาปัญหาทางสุขภาพได้โดยการลดอนุมูลอิสระในร่างกาย มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้น้ำด่างมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
2. ส่งเสริมสุขภาพกระดูก
การศึกษาวิจัยจาก Lausanne Hospital in Switzerland ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แสดงให้เห็นว่าน้ำด่างมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพกระดูก โดยช่วยลดสารที่ทำให้กระดูกเสื่อมและเพิ่มความแข็งแรงให้กับมวลกระดูก
3. ช่วยควบคุมความดันโลหิต
งานวิจัยจาก NCBI พบว่าน้ำด่างช่วยลดความหนืดและความเข้มข้นของเลือดได้ ซึ่งความหนืดของเลือดมีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับความดันโลหิต (เลือดที่มีความหนืดมากมักทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น) ดังนั้นน้ำด่างจึงมีส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิตได้
4. สนับสนุนการลดน้ำหนัก
World Journal of Gastroenterology ได้เผยแพร่งานวิจัยที่พบว่าน้ำอัลคาไลน์ที่ผ่านกระบวนการอิเล็กโทรไลต์มีคุณสมบัติช่วยต้านโรคอ้วน ทำให้กระบวนการเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ส่งผลให้การลดน้ำหนักเป็นไปได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
การศึกษาวิจัยจาก NCBI พบว่าน้ำด่างช่วยเสริมสร้างเทโลเมียร์ (Telomere) ในร่างกาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ DNA ที่ทำหน้าที่ปกป้องโครโมโซม การขาดสมดุล pH ในร่างกายอาจนำไปสู่การขาดเทโลเมียร์และอาจส่งผลให้เกิดการทำลายเซลล์ได้ การมีเทโลเมียร์ที่แข็งแรงและเพียงพอจึงมีบทบาทสำคัญในการป้องกันการเกิดมะเร็ง
ข้อควรระวัง : มะเร็งเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยควรรักษาตามคำแนะนำของแพทย์เป็นหลัก การดื่มน้ำด่างอาจช่วยเสริมการรักษาแต่ไม่สามารถทดแทนการรักษาหลักได้
6. บรรเทาอาการกรดไหลย้อน
งานวิจัยจาก Voice Institute of New York พบว่าการดื่มน้ำด่างสามารถช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ส่งผลให้บรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร
7. มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
น้ำด่างช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายน้ำได้ดีขึ้น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในระหว่างการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายสามารถรับมือกับภาวะเสียเลือดระหว่างการคลอดได้ดีขึ้น และช่วยส่งผ่านสารอาหารให้ทารกในครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษาในสัตว์ทดลองที่เผยแพร่โดย NCBI พบว่าการดื่มน้ำด่างระหว่างตั้งครรภ์อาจช่วยส่งเสริมพัฒนาการของทารกหลังคลอด ทั้งในด้านน้ำหนักตัว พัฒนาการทางร่างกาย และพัฒนาการทางจิตใจ
8. ช่วยขจัดสารพิษจากร่างกาย
น้ำด่างมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการขับสารพิษและสารอันตรายต่างๆ ออกจากร่างกาย เช่น แอลกอฮอล์ โลหะหนัก และสารพิษที่ได้รับจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อม การดื่มน้ำด่างอย่างสม่ำเสมอจึงช่วยกระบวนการดีท็อกซ์ตามธรรมชาติของร่างกายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
9. ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณ
การดื่มน้ำด่างมีส่วนช่วยในการปกป้องและฟื้นฟูผิวพรรณ การวิจัยพบว่าน้ำด่างมีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระและต่อต้านริ้วรอย ช่วยชะลอความเสื่อมของผิวหนังและป้องกันความชรา นอกจากนี้การอาบน้ำด้วยน้ำด่างยังช่วยปกป้องผิวจากผลกระทบของรังสีอัลตราไวโอเลตได้อีกด้วย
10. เสริมสร้างเส้นผมให้แข็งแรง
การศึกษาที่เผยแพร่โดย NCBI ระบุว่าน้ำดื่มที่มีค่า pH เป็นด่างช่วยเติมแร่ธาตุสำคัญให้กับร่างกาย เช่น แคลเซียม สตรอนเซียม โมลิบดีนัม เหล็ก และซีลีเนียม ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการบำรุงและรักษาสุขภาพของเส้นผมให้แข็งแรง มีน้ำหนัก และเงางาม
แม้ว่าน้ำด่างจะมีประโยชน์หลายประการ แต่การดื่มน้ำที่มีความเป็นด่างสูงเกินไปหรือในปริมาณมากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ ดังนี้ :
อาการทางร่างกายที่อาจเกิดขึ้น
- มีภาวะสับสน – ความเป็นด่างสูงอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท
- มือสั่น – อาจเกิดจากความไม่สมดุลของแร่ธาตุในร่างกาย
- วิงเวียนศีรษะ – ผลจากการเปลี่ยนแปลงความสมดุลของสารเคมีในร่างกาย
- ปวดกล้ามเนื้อ – โดยเฉพาะเมื่อดื่มในปริมาณมาก
- อาเจียน คลื่นไส้ – ระบบย่อยอาหารอาจได้รับผลกระทบ
- ชาที่ใบหน้า มือ และเท้า – อาจเกิดจากการแทรกแซงการส่งสัญญาณประสาท
- ปวดกล้ามเนื้อเป็นเวลานาน – เกิดจากความไม่สมดุลของแร่ธาตุที่สะสม
ผลกระทบต่อระบบย่อยอาหาร
WHO (องค์การอนามัยโลก) แนะนำว่าน้ำดื่มที่ปลอดภัยควรมีค่า pH ไม่เกิน 8.5 น้ำที่มีค่า pH สูงกว่า 9 อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา ส่วนน้ำที่มีค่า pH สูงกว่า 10 อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกและทางเดินอาหาร ส่งผลให้เกิดอาการดังนี้ :
- ท้องอืด
- เรอบ่อย
- รู้สึกอิ่มเร็วหรืออิ่มนานหลังรับประทานอาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน
ผลกระทบต่อการดูดซึมยา
การดื่มน้ำด่างในปริมาณมากอาจส่งผลต่อการดูดซึมยาบางชนิด เนื่องจากมีผลต่อค่า pH ในกระเพาะอาหาร :
- ยาที่เป็นกรด : ถ้ากระเพาะอาหารมีความเป็นด่างมากเกินไป จะเร่งการดูดซึมยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้ยาเข้าสู่กระแสเลือดเร็วเกินไป
- ยาที่เป็นด่าง : น้ำด่างอาจทำให้ยาที่มีฤทธิ์เป็นด่างดูดซึมได้ช้าลง ซึ่งอาจพบในยาที่ใช้รักษาอาการเสียดท้อง
คำถามที่พบบ่อยคือ “ควรดื่มน้ำด่างวันละกี่ขวด?”
น้ำด่างควรกินวันละกี่ขวด?
- สำหรับผู้เริ่มต้น : ควรเริ่มต้นที่ 1-2 ขวด (500-1,000 มล.) ต่อวัน เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัว
- สำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำ : สามารถดื่มได้ 2-3 ขวด (1,000-1,500 มล.) ต่อวัน
- ข้อควรระวัง : ไม่ควรดื่มน้ำด่างทั้งหมดในคราวเดียว ควรแบ่งดื่มตลอดทั้งวัน และไม่ควรดื่มน้ำด่างเพียงอย่างเดียว ควรดื่มสลับกับน้ำธรรมดาด้วย
- ขนาดขวดมาตรฐาน : น้ำด่างที่วางขายทั่วไปมักมีขนาด 500-600 มล. ต่อขวด ดังนั้นการดื่ม 2-3 ขวดต่อวันจึงเพียงพอสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป
การดื่มน้ำด่างในปริมาณที่มากเกินไป (มากกว่า 3-4 ขวดต่อวัน) อาจไม่ได้เพิ่มประโยชน์ แต่กลับอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง เช่น :
- การรบกวนความสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย
- การเปลี่ยนแปลงระดับแร่ธาตุในเลือด
- อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด แน่นท้อง
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มน้ำด่าง
การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มน้ำด่างจะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุด
- ตอนเช้าหลังตื่นนอน : ดื่มน้ำด่าง 1 แก้ว (250 มล.) จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหารและชำระล้างสารพิษที่สะสมระหว่างการนอนหลับ
- ก่อนอาหาร 30 นาที : ดื่มน้ำด่าง 1 แก้วเล็ก (150-200 มล.) จะช่วยเตรียมระบบย่อยอาหาร แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไปเพราะอาจเจือจางกรดในกระเพาะมากเกินไป
- หลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง : เป็นช่วงที่เหมาะสมเพราะไม่รบกวนกระบวนการย่อยอาหารที่กำลังดำเนินอยู่
- ก่อนและหลังการออกกำลังกาย : การดื่มน้ำด่าง 30 นาทีก่อนออกกำลังกายและหลังออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุที่สูญเสียไประหว่างการออกกำลังกาย
- ไม่ควรดื่มก่อนนอน : การดื่มน้ำมากเกินไปก่อนนอนอาจทำให้ต้องตื่นมาปัสสาวะกลางดึก ซึ่งรบกวนการนอนหลับ
ผู้ที่ยังไม่เคยดื่มน้ำด่างมาก่อนควรเริ่มต้นด้วยปริมาณน้อยๆ และค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัว และควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น หากพบว่ามีอาการผิดปกติ ควรหยุดดื่มและปรึกษาแพทย์
เหมาะสำหรับ :
- ผู้ที่มีปัญหากรดไหลย้อนหรือโรคกระเพาะ
- ผู้ที่ต้องการชะลอความเสื่อมของร่างกาย
- ผู้ที่ต้องการดีท็อกซ์สารพิษ
- ผู้ที่มีปัญหาผิวพรรณและเส้นผม
- ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
ใครไม่ควรกินน้ำด่าง
- ผู้ป่วยโรคไต – น้ำด่างมักมีแร่ธาตุเช่น แมกนีเซียม แคลเซียม และโพแทสเซียมในปริมาณสูง ซึ่งไตที่ทำงานผิดปกติอาจไม่สามารถกรองแร่ธาตุเหล่านี้ออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการสะสมและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
- ผู้ที่มีภาวะแคลเซียมสูงในเลือด (Hypercalcemia) – การดื่มน้ำด่างที่มีแคลเซียมสูงอาจทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดสูงขึ้นไปอีก ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ
- ผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่วในไต – แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าน้ำด่างทำให้เกิดนิ่วในไต แต่น้ำด่างที่มีแร่ธาตุสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่วอยู่แล้ว
- ผู้ที่มีภาวะกรดในกระเพาะต่ำ (Hypochlorhydria) – คนที่มีกรดในกระเพาะน้อยอยู่แล้ว การดื่มน้ำด่างอาจยิ่งลดระดับกรดลงไปอีก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร
- ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิด – น้ำด่างอาจรบกวนการดูดซึมหรือการทำงานของยาบางประเภท โดยเฉพาะยาที่ต้องการสภาวะกรดในกระเพาะเพื่อการละลายและดูดซึม เช่น:
- ยาลดกรด
- ยารักษาโรคไทรอยด์บางชนิด
- ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
- ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคหัวใจ
- หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่ไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ – แม้จะมีงานวิจัยบ่งชี้ว่าน้ำด่างอาจมีประโยชน์ต่อการตั้งครรภ์ แต่หญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนแปลงอาหารและเครื่องดื่มเพื่อความปลอดภัยของทั้งมารดาและทารก
- ผู้ที่มีภาวะเลือดเป็นด่างสูง (Alkalosis) – ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อเลือดมีค่า pH สูงกว่าปกติ การดื่มน้ำด่างอาจทำให้ภาวะนี้แย่ลง
การเลือกซื้อน้ำด่างบรรจุขวด
- ตรวจสอบค่า pH – ควรเลือกน้ำด่างที่มีค่า pH ระหว่าง 8-9.5 ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัยและให้ประโยชน์
- ดูส่วนประกอบ – ควรมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม
- ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ – ควรเป็นขวดที่ปลอดสารพิษ เช่น ขวด BPA-Free
- ดูวันหมดอายุ – ควรเลือกน้ำด่างที่ผลิตใหม่และยังไม่ใกล้วันหมดอายุ
การเตรียมน้ำด่างเองที่บ้าน
- ใช้เครื่องกรองน้ำระบบอัลคาไลน์ – เป็นวิธีที่สะดวกและมีประสิทธิภาพ
- เติมเกลือหิมาลายัน – เติมเกลือหิมาลายันเล็กน้อยลงในน้ำสะอาดเพื่อเพิ่มความเป็นด่าง
- เติมผลไม้หรือผัก – เช่น มะนาว แตงกวา ซึ่งแม้จะมีรสเปรี้ยวแต่เมื่อย่อยสลายในร่างกายจะให้ฤทธิ์เป็นด่าง
ตอบ : น้ำด่างไม่ใช่ยารักษาโรค แต่อาจช่วยบรรเทาอาการและส่งเสริมสุขภาพในบางด้าน ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้น้ำด่างเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา
ตอบ : มีข้อกังวลว่าน้ำด่างที่มีแร่ธาตุสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต แต่ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่วในไตควรระมัดระวังและปรึกษาแพทย์
ตอบ : โดยทั่วไปแนะนำให้ดื่มน้ำด่างประมาณ 2-3 แก้วต่อวัน ควรดื่มอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เห็นผลในระยะยาว แต่ไม่ควรดื่มเพียงน้ำด่างอย่างเดียว ควรดื่มสลับกับน้ำธรรมดาเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุล
ตอบ : แนะนำให้ดื่มน้ำด่างก่อนอาหารประมาณ 30 นาที หรือหลังอาหาร 1-2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้รบกวนกระบวนการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร การดื่มระหว่างมื้ออาหารอาจทำให้กรดในกระเพาะเจือจางและส่งผลต่อประสิทธิภาพการย่อย
ตอบ : ความคุ้มค่าขึ้นอยู่กับความต้องการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะด้าน เช่น กรดไหลย้อน อาจรู้สึกคุ้มค่า แต่หากต้องการประหยัด การลงทุนซื้อเครื่องทำน้ำด่างหรือไส้กรองน้ำระบบอัลคาไลน์อาจคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ตอบ : ผู้ที่ไม่ควรกินน้ำด่างประกอบด้วย ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีภาวะแคลเซียมสูงในเลือด ผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่วในไต ผู้ที่มีภาวะกรดในกระเพาะต่ำ ผู้ที่กำลังใช้ยาบางชนิด และผู้ที่มีภาวะเลือดเป็นด่างสูง หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มดื่มน้ำด่าง
ตอบ : สำหรับขวดขนาดมาตรฐาน (500-600 มล.) แนะนำให้ดื่ม 2-3 ขวดต่อวัน โดยแบ่งดื่มตลอดทั้งวัน ผู้เริ่มต้นควรเริ่มจาก 1-2 ขวดต่อวันก่อน และไม่ควรดื่มเกิน 3-4 ขวดต่อวันเพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น
น้ำด่างคือน้ำที่มีค่า pH สูงกว่า 7 ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยควบคุมโรคเบาหวาน ส่งเสริมสุขภาพกระดูก ช่วยควบคุมความดันโลหิต สนับสนุนการลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง บรรเทาอาการกรดไหลย้อน มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ช่วยขจัดสารพิษจากร่างกาย ส่งเสริมสุขภาพผิวพรรณ และเสริมสร้างเส้นผมให้แข็งแรง
อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำด่างในปริมาณมากเกินไปหรือน้ำที่มีค่า pH สูงเกินไป (มากกว่า 9-10) อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น อาการสับสน มือสั่น วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ อาเจียน คลื่นไส้ หรือชาตามร่างกาย
การเลือกดื่มน้ำด่างอย่างเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกน้ำด่างที่มีค่า pH ระหว่าง 8-9.5 และดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ (2-3 แก้วต่อวัน) สลับกับน้ำธรรมดาเพื่อรักษาสมดุลในร่างกาย
ผู้ที่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคไต หรือกำลังรับประทานยาใดๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเปลี่ยนมาดื่มน้ำด่างเพื่อความปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ
ในปัจจุบัน นอกจากการซื้อน้ำด่างบรรจุขวดแล้ว ยังมีทางเลือกในการติดตั้งระบบกรองน้ำที่มีระบบเพิ่มความเป็นด่าง (Alkaline Water Filter) ซึ่งสามารถให้น้ำด่างที่สะอาดและมีคุณภาพสำหรับใช้ในครัวเรือนได้อย่างสะดวกและประหยัดในระยะยาวอีกด้วย
หมายเหตุ : บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับเปลี่ยนการบริโภคหรือเริ่มโปรแกรมสุขภาพใหม่
เงื่อนไขการให้บริการ
- ราคาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการให้บริการ เช่น ราคาส่งอย่างเดียว ราคาส่งพร้อมติดตั้ง สามารถสอบถามและขอใบเสนอราคาได้ตามช่องทางติดต่อด้านล่าง
- ส่งสินค้าฟรีเฉพาะเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
- หากลูกค้าอยู่ต่างจังหวัด มี 2 กรณี
3.1 ส่งอย่างเดียวโดยการใช้บริการขนส่ง ค่าขนส่งขึ้นอยู่กับระยะทางและน้ำหนักสินค้า จ่ายต้นทางหรือปลายทางขึ้นอยู่กับการตกลง
3.2 ทางเราดำเนินการส่งเองพร้อมติดตั้งให้ โดยจะมีการคิดค่าน้ำมันตามระยะทางไป-กลับ
หมายเหตุ : ทางเราไม่ได้มีบริการติดตั้งทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ ภาคใต้ ทางเราไม่มีบริการติดตั้ง ขึ้นอยู่กับระยะทางและปริมาณการซื้อขาย สามารถทักมาสอบถามพูดคุยเบื้องต้นก่อนได้ตามช่องทางการติดต่อด้านล่าง
- การติดตั้งไม่รวมถึงการเดินท่อประปา, ท่อน้ำทิ้ง, ปลั๊กไฟ และสายไฟ สิ่งเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของลูกค้า
- ติดตั้งฟรีหน้างานในระยะไม่เกิน 5 เมตร จากจุดเชื่อมน้ำประปา ก๊อกน้ำ หรือวาล์วน้ำ เป็นสายอ่อน 2 หุน
- ไม่รับประกันอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพตามการใช้งาน เช่น ก๊อกน้ำ แกนก๊อก ไส้กรองน้ำ
- มีตู้สำรองให้ใช้ระหว่างการซ่อมตลอดอายุการใช้งาน หากต้องยกตู้เข้าโรงงานเพื่อตรวจเช็ค
สอบถามข้อมูล สั่งซื้อสินค้า ขอใบเสนอราคา
| Line | ![]() |
คลิกที่นี่เพื่อ Chat ทันที |
| siamcooler2025@gmail.com | ||
| @siamcooler | ||
| Youtube | @siamcooler | |
| ออฟฟิศ | 02-539-2630 | 02-539-2607 |
| 02-538-6343 | ||
| มือถือ | 092-364-4629 (ฝ่ายขาย) | 087-935-1415 (ฝ่ายซ่อมบำรุง) |
| แฟกซ์ | 02-931-1381 | |
Siamcooler Mart and Service ยินดีให้คำปรึกษาและให้บริการอย่างเต็มความสามารถเพื่อช่วยลูกค้าแก้ปัญหา เปรียบเสมือนแผนกหนึ่งในองค์กรที่ช่วยดูแลเรื่องตู้กดน้ำ ไส้กรองน้ำ เครื่องกรองน้ำ อะไหล่ และบริการบำรุงรักษา เช่น การล้างทำความสะอาด การซ่อมบำรุง การทำสัญญาบริการรายปี
ประสบการณ์กว่า 20 ปี มีฐานลูกค้ามากกว่า 6,000 ราย ได้รับความไว้วางใจจากภาครัฐ เอกชน โรงเรียน ครัวเรือน และขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จากการบอกต่อของลูกค้าที่ประทับใจในการใช้บริการกับเรา สามารถชื่นชมผลงานที่ผ่านมาของเราได้ที่นี่










