โคลิฟอร์มแบคทีเรีย คืออะไร? อันตรายไหม เกิดจากอะไร?

โคลิฟอร์ม คืออะไร

1. โคลิฟอร์มแบคทีเรีย คืออะไร?

โคลิฟอร์ม แบคทีเรีย (Coliform Bacteria) คือกลุ่มแบคทีเรียที่พบในลำไส้คน/สัตว์ และสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ พืช ไม่ใช่ “ชื่อเชื้อเดียว” แต่เป็น “กลุ่มเชื้อ” ที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพน้ำ

✔ หากพบโคลิฟอร์ม = มีความเสี่ยงว่าน้ำอาจปนเปื้อนสิ่งสกปรกทางชีวภาพ
✔ อาจไม่ก่อโรคโดยตรง แต่สัมพันธ์กับเชื้อที่ก่อโรค เช่น E.coli

 

2. โคลิฟอร์มแบคทีเรีย มีอะไรบ้าง

โคลิฟอร์มแบคทีเรีย (Coliform Bacteria) ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ตามแหล่งที่มาและความเสี่ยงต่อสุขภาพ ได้แก่

2.1 ฟีคัลโคลิฟอร์ม (Fecal Coliform)

เป็นกลุ่มโคลิฟอร์มที่พบในลำไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่นโดยตรง ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพมากที่สุด เพราะเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีการปนเปื้อนจากอุจจาระ

ตัวอย่างเชื้อในกลุ่มนี้

  • Escherichia coli (E.coli) → ตัวชี้วัดสำคัญที่สุด

    • หากตรวจพบ E. coli ในน้ำดื่ม = ถือว่าอันตราย

    • ต้องหยุดบริโภคและตรวจระบบน้ำทันที

📌 ฟีคัลโคลิฟอร์ม = การปนเปื้อนจากอุจจาระ
แสดงว่าน้ำประปา–แทงค์น้ำ–ตู้กดน้ำ–ไส้กรอง อาจมีปัญหาเรื่องสุขอนามัย

2.2 นอนฟีคัลโคลิฟอร์ม (Non-fecal Coliform)

พบใน ดิน พืช ใบไม้ ตะกอน หรือสภาพแวดล้อมทั่วไป ไม่เกี่ยวกับอุจจาระโดยตรง แต่ถ้าพบในน้ำดื่มก็แปลว่า “ระบบน้ำไม่สะอาด”

ตัวอย่างเชื้อในกลุ่มนี้

  • Enterobacter spp.
  • Klebsiella spp.
  • Citrobacter spp.

📌 นอนฟีคัลโคลิฟอร์ม = การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม
แต่ยังคงไม่เหมาะสำหรับการบริโภคตามมาตรฐานน้ำดื่มไทย (ต้องไม่พบแม้แต่ตัวเดียว)

3. มาตรฐานโคลิฟอร์มในน้ำดื่ม

ประเทศไทยกำหนดมาตรฐาน “โคลิฟอร์มในน้ำดื่ม” ไว้ชัดเจน โดยอิงจากประกาศกระทรวงสาธารณสุข และ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งระบุว่า :

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 61 (พ.ศ. 2524)

กำหนดให้น้ำดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทต้อง ไม่มี Total Coliform (โคลิฟอร์มทั้งหมด) และ Fecal Coliform (ฟีคัลโคลิฟอร์ม) เพื่อความปลอดภัย

โดยปริมาณโคลิฟอร์มทั้งหมดจะต้องมีค่า MPN น้อยกว่า 2.2 โคลิฟอร์มต่อ 100 มิลลิลิตร และไม่มีการปนเปื้อนของเชื้ออีโคไล (E. coli) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าน้ำอาจมีการปนเปื้อนจากสิ่งขับถ่าย 

4. โคลิฟอร์มเกิดจากอะไร?

โคลิฟอร์มในน้ำมักเกิดจากการปนเปื้อนทางจุลชีววิทยา ซึ่งมาจากทั้งสิ่งแวดล้อม, ระบบน้ำเสื่อมสภาพ, หรือ การดูแลอุปกรณ์ไม่ถูกต้อง โดยสาเหตุหลักมีดังนี้ :

4.1 การปนเปื้อนจากอุจจาระของคนหรือสัตว์ (Fecal Contamination)

โคลิฟอร์มบางชนิด เช่น E. coli มาจากลำไส้คนและสัตว์เลือดอุ่น เกิดได้จาก :

  • ประปารั่วแล้วมีน้ำท่วมขังไหลย้อนเข้าไป
  • ระบบบำบัดน้ำทิ้งรั่วซึมเข้าท่อส่งน้ำ
  • ถังพักน้ำบนดาดฟ้าที่มีสัตว์ เช่น นก แมลง หนู ตกลงไป

4.2 การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม (Environmental Contamination)

สำหรับกลุ่ม Non-fecal Coliform สาเหตุจะมาจาก :

  • ดิน
  • พืช / ใบไม้ / ตะกอน
  • สนิมท่อ
  • คราบน้ำในตะไม่สะอาด

โดยเฉพาะบ้านที่ใช้แทงค์เก็บน้ำ หรือ น้ำบาดาล

4.3 ระบบท่อน้ำสกปรกหรือเสื่อมสภาพ

ท่อที่เก่า สนิมขึ้น แตก รั่ว หรือมีตะกอนสะสม มักเป็นแหล่งของโคลิฟอร์มโดยตรง เชื้อสามารถขยายในท่อที่มีคราบ (Biofilm) ได้ง่ายมาก เป็นสาเหตุพบบ่อยในคอนโด อพาร์ตเมนต์เก่า

4.4 แทงค์น้ำบนดาดฟ้าไม่เคยล้าง

แทงค์น้ำเก็บน้ำของตึกและอาคารสำนักงานมักไม่ได้ล้างตามกำหนด (ควรล้างทุก 6–12 เดือน)

  • เมื่อมีตะกอน + ความชื้น → เชื้อโคลิฟอร์มเพิ่มจำนวนได้ดี
  • หากมีเศษใบไม้–แมลง–สัตว์ตาย → เสี่ยงต่อการปนเปื้อนหนัก

4.5 เครื่องกรองน้ำ / ไส้กรองหมดอายุ

ไส้กรองน้ำที่หมดอายุจะอุดตัน กักเก็บตะกอนจำนวนมาก และกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโคลิฟอร์มเอง โดยเฉพาะ PP Sediment และ Carbon ที่ไม่ได้เปลี่ยนเกิน 6–12 เดือน

โคลิฟอร์ม เกิดจากอะไร

4.6 ตู้กดน้ำเย็น–ร้อน สกปรก

เกิดจากจุดที่หลายคนไม่เคยล้าง เช่น

  • หัวกดน้ำมีคราบเมือก (Biofilm)
  • ไม่เคยล้างถังเก็บน้ำด้านในตู้น้ำ
  • สภาพแวดล้อมรอบข้างไม่เหมาะสมในการวางตู้น้ำ เช่น มีสิ่งของที่เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรควางอยู่ใกล้ๆ

4.7 การปนเปื้อนจากผู้ใช้งาน

เช่น :

  • มือสกปรกสัมผัสหัวกด
  • ปากแก้ว/ขวดแตะหัวกด
  • เติมน้ำโดยใช้ขวดที่ไม่สะอาด

เชื้อสามารถแพร่จากมือคนไปสู่หัวกด → เข้าสู่น้ำดื่มได้ง่าย

4.8 แกลลอนน้ำดื่มล้างไม่สะอาด

แกลลอนแบบเติมซ้ำ (ชนิด 20 ลิตร) หากล้างไม่สะอาดหรือวางในจุดที่โดนฝุ่น–ดิน–แมลง ก็เป็นตัวเพาะโคลิฟอร์มได้เช่นกัน

5. ตรวจพบโคลิฟอร์มในน้ำดื่ม อันตรายไหม?

การตรวจพบโคลิฟอร์ม (Coliform)ในน้ำดื่ม ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา น้ำกรอง หรือน้ำจากตู้กดน้ำเย็น ถือว่าไม่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคตามกฎหมายไทย และจำเป็นต้องแก้ไขทันที

เหตุผลคือ โคลิฟอร์มเป็นตัวชี้วัด (Indicator) ว่าน้ำอาจมีการปนเปื้อนจากอุจจาระหรือสิ่งสกปรกทางชีวภาพ แม้ตัวมันเองจะไม่ใช่เชื้อก่อโรคโดยตรง แต่การปรากฏของมันบ่งชี้ถึง ความเสี่ยงสูง ต่อการพบเชื้อที่อันตรายกว่า เช่น

  • E. coli (ก่อท้องร่วงเฉียบพลัน)
  • Salmonella
  • Shigella
  • เชื้อก่อโรคทางเดินอาหารอื่นๆ

ประเทศไทยกำหนดชัดเจนว่าน้ำดื่มต้องไม่พบโคลิฟอร์มเลย (0 ตัว/100 มิลลิลิตร)

6. การดื่มน้ำที่มีเชื้อราเข้าไป อันตรายไหม?

อันตราย โดยเฉพาะกรณีน้ำดื่มปนเปื้อนเชื้อรา (Mold) หรือสารพิษจากรา (Mycotoxins) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรพบในน้ำดื่มเลยตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุขของไทย

อันตรายจากการดื่มน้ำที่มีเชื้อรา

เชื้อราในน้ำอาจส่งผลต่อสุขภาพได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อราและความแข็งแรงของร่างกายผู้ดื่ม

6.1 อาการทางเดินอาหาร

  • ปวดท้อง
  • ท้องเสีย
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • เชื้อราและสารพิษบางชนิดกระตุ้นการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

6.2 อาการทางระบบทางเดินหายใจ

หากน้ำมีราและมีกลิ่นอับ เมื่อดื่มหรือสูดดมไอน้ำ

  • ระคายคอ
  • ไอ
  • หายใจลำบาก (โดยเฉพาะผู้ป่วยภูมิแพ้ หอบหืด)

6.3 สารพิษจากรา (Mycotoxins)

อันตรายที่สุดคือ ไมโคทอกซิน ซึ่งบางชนิดเป็น

  • สารก่อมะเร็ง
  • ทำลายตับ
  • ทำลายภูมิคุ้มกัน
  • ส่งผลต่อระบบประสาท

กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

  • เด็กเล็ก
  • ผู้สูงอายุ
  • ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้/หอบหืด
  • หญิงตั้งครรภ์

7. น้ำส้มสายชู–ด่างทับทิม กำจัดเชื้อราได้จริงไหม?

น้ำส้มสายชูและด่างทับทิมสามารถฆ่าเชื้อราได้บางส่วน แต่ไม่ครอบคลุมทุกชนิด และ ไม่ปลอดภัยสำหรับใช้กับระบบน้ำดื่ม

มาตรฐานสาธารณสุขทั้งไทยและต่างประเทศไม่แนะนำให้ใช้น้ำส้มสายชูหรือด่างทับทิมในการทำความสะอาดระบบน้ำดื่ม โดยเฉพาะตู้กดน้ำเย็นและเครื่องกรองน้ำ

7.1 น้ำส้มสายชู

ฆ่าได้บางชนิดเท่านั้น น้ำส้มสายชูฆ่าเชื้อราได้บางส่วน เช่น Penicillium หรือราในครัว แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อราที่มีความทนทานสูง หรือ Mycotoxin-Producing Mold ได้ทั้งหมด

ไม่เหมาะกับระบบน้ำดื่มเพราะ

  • ทิ้งกลิ่นและกรดตกค้างในระบบน้ำ
  • อาจกัดกร่อนวัสดุ เช่น ซิลิโคน พลาสติก
  • ไม่ฆ่าเชื้อรา 100% → เสี่ยงกลับมาเติบโตใหม่

7.2 ด่างทับทิม

ฆ่าเชื้อได้บางส่วน แต่มีความเสี่ยงสูง ด่างทับทิมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แต่ถ้าใช้ผิดอัตราส่วนเพียงเล็กน้อย

  • อาจเกิดสารตกค้างสีม่วง–ชมพูในน้ำ
  • อาจเป็นอันตรายต่อเยื่อบุปาก–คอ–หลอดอาหาร
  • เป็นสารเคมี ไม่เหมาะต่อการสัมผัสในระบบน้ำดื่ม
  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับชิ้นส่วนโลหะบางชนิดเพราะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน

กรมอนามัยไม่อนุญาตให้ใช้ด่างทับทิมในการทำความสะอาดระบบน้ำดื่มภายในอาคาร เนื่องจากเป็นสารเคมีอันตรายที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา

8. ปัจจัยที่ทำให้มีโคลิฟอร์มปนเปื้อนในตู้กดน้ำ และวิธีแก้ไข

ตู้กดน้ำเย็น–ร้อนเป็นแหล่งที่ตรวจพบโคลิฟอร์มได้ เพราะเป็นระบบที่มีทั้งความชื้น ความเย็น ตะกอน และการสัมผัสจากผู้ใช้จำนวนมาก ทำให้เหมาะต่อการเติบโตของโคลิฟอร์มและจุลชีพอื่นๆ

ด้านล่างคือ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้ตู้กดน้ำปนเปื้อน พร้อมวิธีแก้ไขอย่างถูกต้อง

8.1 ก๊อกน้ำหรือจุดจ่ายน้ำสกปรก

หัวกดน้ำเป็นจุดที่ผู้ใช้งานสัมผัสมากที่สุด และมักมีคราบเมือก (Biofilm) ซึ่งเป็นแหล่งเพาะเชื้อโคลิฟอร์มชั้นดี

ทำให้เกิดโคลิฟอร์มเพราะ

  • มือผู้ใช้สัมผัสหัวกดตอนมือสกปรก
  • ปากขวดหรือแก้วไปแตะหัวกด
  • คราบน้ำตาล/น้ำหวานที่หกใกล้หัวกด → เพาะจุลชีพ

วิธีแก้

✔ ล้างหัวกดน้ำทุก 3–7 วัน
✔ ใช้น้ำเดือดราด หรือแช่ในน้ำฆ่าเชื้อ Food Grade
✔ ห้ามใช้ด่างทับทิมหรือผลิตภัณฑ์กัดกร่อน

8.2 ไม่ล้างถังเก็บน้ำให้สม่ำเสมอ

เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดกว่า 80% ของตู้กดน้ำที่ปนเปื้อนโคลิฟอร์ม ถังเก็บน้ำเป็นถังปิดที่มีน้ำขัง + ความเย็น + ตะกอนจากน้ำประปา → ทำให้เกิดคราบสกปรกและแบคทีเรียสะสม

วิธีแก้

✔ ล้างถังเก็บน้ำทุก 3–6 เดือน
✔ ใช้น้ำร้อนหรือสารฆ่าเชื้อมาตรฐาน
✔ หลีกเลี่ยงการใช้กรดที่มีฤทธิ์กัดกร่อนแรง (เพราะทำลายผิวถัง)

8.3 ไส้กรองน้ำหมดอายุ

ไส้กรองน้ำที่หมดอายุจะ

  • อุดตัน
  • กักเก็บตะกอน
  • เกิดการสะสมของเชื้อโคลิฟอร์มและรา
  • อาจปนกลับเข้าตู้กดน้ำได้โดยไม่รู้ตัว

วิธีแก้

✔ PP Sediment = เปลี่ยนทุก 3 เดือน
✔ Carbon = เปลี่ยนทุก 6 เดือน
✔ UF/RO = เปลี่ยนทุก 6-12 เดือน
✔ ใช้ไส้กรองน้ำที่ได้มาตรฐาน เช่น NSF / FDA

8.4 แหล่งน้ำต้นทางสกปรก

อาจเกิดจาก

  • แทงค์น้ำบนดาดฟ้าไม่ได้ล้าง 1–2 ปี
  • ท่อน้ำเก่า มีสนิมและตะกอน
  • ระบบประปารั่วจนมีน้ำขังไหลย้อนเข้า

วิธีแก้

✔ ล้างแทงค์ตู้น้ำทุก 6–12 เดือน
✔ ติดตั้งเครื่องกรองน้ำก่อนเข้าตู้กดน้ำ
✔ ตรวจหาการรั่วของท่อน้ำเป็นประจำ

8.5 ถาดรองน้ำ (Drip Tray) สกปรก

ถาดรองน้ำมักเป็นแหล่งเชื้อรา + แบคทีเรีย เพราะมีน้ำขังตลอดเวลา

วิธีแก้

✔ ล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุก 3–7 วัน
✔ เช็ดให้แห้งหลังล้าง
✔ ถ้าเป็นแบบมีท่อระบาย ต้องตรวจว่าท่อไม่ตัน

8.6 ถังน้ำแกลลอนน้ำล้างไม่สะอาด / วางผิดที่

ปัญหาพบบ่อยมากในออฟฟิศและหอพัก

  • ถังแกลลอนตากแดดทำให้เกิดสปอร์รา
  • ถังแกลลอนล้างไม่สะอาด มีตะไคร่น้ำ
  • ฝากระป๋องสกปรก ทำให้เชื้อเข้าสู่ตู้ได้ทันที

วิธีแก้

✔ ไม่วางถังแกลลอนตากแดด
✔ ล้างถังแกลลอนด้วยน้ำร้อน
✔ เลือกถังแกลลอนที่ผ่านการฆ่าเชื้อจากโรงงานมาตรฐาน

8.7 การปนเปื้อนจากผู้ใช้งาน

มักเกิดจาก

  • ผู้ใช้จับหัวกดน้ำด้วยมือสกปรก
  • เติมน้ำด้วยขวดที่ก้นสกปรก
  • วางแก้วนอกพื้นที่สะอาด
  • คนดื่มหลายคน → เพิ่มโอกาสติดเชื้อ

วิธีแก้

✔ ติดป้าย “ห้ามนำปากขวดแตะหัวกด”
✔ ตั้งแก้ว/ขวดในบริเวณสะอาดและแห้ง
✔ ล้างจุดสัมผัสสัปดาห์ละครั้ง

8.8 การติดตั้งที่ผิดวิธี / ไม่มีไส้กรองต้นทาง

เมื่อต่อท่อยางน้ำเข้า และลืมติดตั้งไส้กรองน้ำ จะทำให้ตะกอนเข้าไปสะสมในถัง → เป็นอาหารของโคลิฟอร์ม

วิธีแก้

✔ ติดตั้งไส้กรองน้ำ PP และ Carbon ก่อนเข้าตู้น้ำเสมอ
✔ หลีกเลี่ยงท่อยางคุณภาพต่ำ
✔ ใช้ท่อ PE/PU ที่ปลอดภัยสำหรับน้ำดื่ม

สรุป : วิธีป้องกันโคลิฟอร์มในตู้กดน้ำ

✔ ทำความสะอาดหัวกดน้ำทุก 3–7 วัน
✔ ล้างถังเก็บน้ำทุก 3–6 เดือน
✔ เปลี่ยนไส้กรองน้ำตรงเวลา
ล้างแทงค์ตู้น้ำ/ตรวจท่อปีละ 1 ครั้ง
✔ ห้ามวางถังแกลลอนตากแดด
✔ ใช้ไส้กรองน้ำที่ได้คุณภาพมาตรฐาน (NSF/มอก.)
✔ ติดตั้งเครื่องกรองน้ำก่อนเข้าตู้กดน้ำ

เมื่อทำครบตามนี้ โอกาสพบโคลิฟอร์มในเครื่องทำน้ำเย็นจะลดลงอย่างมาก และช่วยยืดอายุการใช้งานของตู้ด้วย

สรุป

โคลิฟอร์ม คือกลุ่มแบคทีเรียที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้คุณภาพน้ำดื่ม หากตรวจพบแม้เพียง 1 ตัวใน 100 มิลลิลิตร ก็ถือว่าไม่ผ่านมาตรฐานน้ำดื่มของประเทศไทย (ตาม อย. และกรมอนามัย) เพราะแสดงว่าน้ำอาจปนเปื้อนจากสิ่งสกปรก เช่น ท่อประปารั่ว ตะกอนในแทงค์น้ำ แกลลอนล้างไม่สะอาด ตู้กดน้ำไม่ได้ล้าง หรือไส้กรองหมดอายุ

โคลิฟอร์มเองอาจไม่ใช่เชื้อก่อโรคร้ายแรง แต่การตรวจพบมันหมายถึงมีความเสี่ยงพบเชื้อที่อันตรายกว่า เช่น E.coli, Salmonella หรือ Shigella ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ไข้ คลื่นไส้ หรือการติดเชื้อรุนแรง โดยเฉพาะในเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

สาเหตุที่พบบ่อยคือ

  • หัวกดน้ำของตู้กดน้ำเย็นสะสมคราบเมือก
  • ไม่ได้ล้างถังเก็บน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  • ไส้กรองน้ำไม่ได้เปลี่ยนตามรอบ
  • แหล่งน้ำต้นทางสกปรก เช่น แทงค์น้ำบนดาดฟ้า
  • การปนเปื้อนจากภาชนะหรือมือผู้ใช้งาน

แนวทางแก้ไข

ล้างหัวกดน้ำทุก 3–7 วัน, ล้างถังเก็บน้ำทุก 3–6 เดือน, เปลี่ยนไส้กรองน้ำตรงเวลา, ล้างแทงค์น้ำอย่างน้อยปีละครั้ง และติดตั้งเครื่องกรองน้ำก่อนเข้าตู้กดน้ำ หากตรวจพบ E. coli ควรหยุดบริโภคทันทีและตรวจสอบระบบน้ำทั้งหมด

เมื่อดูแลระบบน้ำถูกวิธี น้ำดื่มจะปลอดภัย สดสะอาด ลดความเสี่ยงโรคทางเดินอาหาร และทำให้ตู้กดน้ำ และเครื่องกรองน้ำใช้งานได้นานขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *